ประวัติวัด
   
   
   

วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
ประวัติการก่อสร้างวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
            วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม เป็นวัดธรรมยุตินิกายฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน    ตั้งอยู่ติดกับภูเขาในเขตท้องที่บ้านท่าวัด หมู่ที่ ๑ ตำบลปทุมวาปี  อำเภอส่องดาว  จังหวัดสกลนคร
   ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างพื้นที่ ๓ จังหวัดคือ  สกลนคร – อุดรธานี และกาฬสินธุ์  ภูเขาลูกนี้มีชื่อว่า  ภูผาเหล็ก  อันเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาภูพาน
            การสร้างวัดโดยสังเขปมีประวัติ ดังนี้   ในราวปี  พ.ศ. ๒๕๐๔  ท่านพระอาจารย์วัน  อุตฺตโม ได้นำพระภิกษุสามเณรจำนวน  ๑๒  รูป  ได้ทำการจำพรรษาอยู่ที่เชิงเขาภูผาเหล็ก   ซึ่งมีถ้ำพอหลบหลีกฝนได้นิดหน่อยชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่า  “ถ้ำพ่อคำพา”  เห็นว่าถ้ำนี้เหมาะสมแก่การเจริญสมณธรรมของผู้รักความสงบ จึงได้ร่วมกับศิษยานุศิษย์สร้างวัดขึ้น  พร้อมได้ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นสถานที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานของพระภิกษุสามเณรที่แสวงธรรมมาจากที่ต่างๆ โดยหวังจะศึกษาอบรมข้อวัตรปฏิบัติกิจให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย  ขณะที่ก่อสร้างแรกๆอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๔ กิโลเมตร  ขณะนั้น บ้านท่าวัด บ้านถ้ำติ้วและบ้านทรายทองยังไม่ได้ตั้งหมู่บ้าน
            ในกาลต่อมา  มีภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นตามลำดับ  จึงได้ก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มขึ้น  โดยสร้างเป็นกุฏิชั่วคราวเท่านั้น และได้ตั้งชื่อสำนักสงฆ์นี้ว่า “วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  พร้อมได้รับการบูรณะบำรุงจากท่านที่มีศรัทธามาโดยตลอด  เสนาสนะที่พักสงฆ์จึงมั่นคงถาวรมาตามลำดับพร้อมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ป่านานาชนิด เมื่อพระสงฆ์เข้าไปปฏิบัติธรรม ปวงสัตว์ทั้งหลายก็ได้รับการอภัยไม่ต้องถูกรบกวนเหมือนแต่ก่อนมา
ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓ ท่านพระอาจารย์วัน ได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตก ที่ตำบลคลองหลวง อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี รวมดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสประมาณ ๒๐ ปี จากนั้นเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ)  ได้แต่งตั้งพระอธิการหลอ  นาถกโร   ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

การขออนุญาตสร้างวัด ...
เมื่อสิ่งปลูกสร้างถาวรวัตถุมีความมั่นคงแข็งแรงและ พอเพียงต่อพระภิกษุสามเณร  พร้อมญาติโยมผู้แสวงบุญเข้าไปพักผ่อนคลายในวัดด้วย  จากนั้นทางวัด และคณะกรรมการหมู่บ้านจึงได้พิจารณาทำเรื่อง ขออนุญาตสร้างวัดให้ถูกต้องตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ  มีนายโฮม  แสงลี บ้านปทุมวาปีเป็นผู้ร่วมยื่นเรื่องถึงกรมการศาสนา  ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงศึกษาธิการ และมหาเถระสมาคมแล้ว  จึงได้รับหนังสือ อนุญาตให้สร้างวัด เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๒๖
เมื่อได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดแล้ว   นายโฮม   แสงลี  จึงได้ทำเรื่องยื่นขออนุญาตตั้งชื่อวัดในพระพุทธศาสนา
มีนามว่า วัดอภัยดำรงธรรม  ซึ่งแปลตามความหมายว่า  เป็นสถานที่ให้อภัย ให้แก่กันและกัน ทั้งสัตว์และที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นซึ่งได้รับการอภัยไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  เป็นเขตอภัยทาน     ในที่สุดก็ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ  และได้รับประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ เดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. ๒๕๒๘
รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ...
เมื่อได้รับอนุญาตตั้งชื่อวัดแล้ว  จึงได้ทำเรื่องขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา  ในที่สุด   สำนักนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ  จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลง ณ วันที่ ๒๖  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๓๔

ประวัติวัดถ้ำพวง
ประวัติถ้ำพวงนี้ได้รวบรวมจากหนังสือประวัติของครูบาอาจารย์ และจากคำบอกเล่าของคนในพื้นที่ที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะที่รวบรวมประวัติในปีพ.ศ.๒๕๔๔ คงไม่สมบูรณ์ ๑๐๐% แต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่บันทึกเอาไว้เสียเลย  ทั้งนี้เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้ศึกษาและอ้างอิงต่อไป ดังนี้
จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระซึ่งได้เรียบเรียงโดยท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พิมพ์ พ.ศ.๒๕๑๔ หน้า ๕๙-๖๐ ว่า
พระอาจารย์มั่นกลับไปภาคอีสานเที่ยวที่สองนี้ ทำให้ผู้คน พระเณร ตื่นเต้นกระตือรือร้นกันทั้งภาค เพราะท่านเที่ยวจาริกและอบรมสั่งสอนในที่ต่าง ๆ เกือบทุกจังหวัด จังหวัดที่มีป่าเขามากท่านชอบพักอยู่นานเพื่อการบำเพ็ญเป็นแห่ง ๆ ไป เช่นทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดสกลนครมีป่ามีเขามาก ท่านพักจำพรรษาในแถบนั้นคือ จำพรรษาที่หมู่บ้านโพนสวาง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แถบนั้นมีแต่ป่าแต่เขา พระธุดงค์จึงมีประจำมิได้ขาดตลอดมาจนทุกวันนี้
(บ้านโพนสวาง อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ในปัจจุบัน)
ในช่วงที่ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระมาจำพรรษาที่หมู่บ้านโพนสวาง ตามประวัติไม่ได้บันทึกปี พ.ศ.ไว้แต่ก็ยังมีผู้ที่เคยได้ทำบุญตักบาตรท่านพระอาจารย์มั่นที่ยังมีชีวิตอยู่ในปีที่รวบรวมประวัติถ้ำพวง(พ.ศ. ๒๕๔๔) คือยายคำมา  ตาระบัติ อายุประมาณ ๙๓-๙๔ ปี ท่านได้เล่าว่า ปีที่ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาที่บ้านโพนสวางนั้น ท่านอายุได้ ๗-๘ ปี ได้ทำบุญตักบาตรและตักน้ำถวายท่านพระอาจารย์มั่นประจำ ท่านเป็นบุตรสาวขุนประจักษ์จิตตราษฎร์ (อ่อนสี  แสงลี) ผู้ใหญ่บ้านบ้านโพนสวางขณะนั้น และท่านพระอาจารย์มั่นคงถือโอกาสในปีนั้นขึ้นปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำพวง เพราะระยะทางจากหมู่บ้านโพนสวางถึงถ้ำพวงห่างกันประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเศษ องค์ท่านได้แนะนำลูกศิษย์ให้ขึ้นปฏิบัติธรรมที่ถ้ำพวงสืบต่อกันมาจนทุกวันนี้ ดังนี้ (ผู้รวบรวมประวัติถ้ำพวง)
พ.ศ.๒๔๖๗ พระราชนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาจารย์ (หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี) ได้บันทึกในหนังสืออัตโนประวัติของท่าน (พิมพ์ ครั้งที่ ๕ พ.ศ.๒๕๒๑ หน้า ๓๖-๓๙)
ที่ถ้ำพวงนี้ ตามประวัติที่เล่ากันมา ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าให้ฟังว่า ที่ถ้ำเล็ก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ห่างจากถ้ำพวงไปไม่เกิน ๑๐ เมตร เคยมีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อพระนรสีห์มานิพพานที่นั่น ตามประวัติว่าท่านพระอาจารย์มั่นเคยมาวิเวก ที่นี่จะเข้าใกล้ถ้ำนั้น ห่างประมาณ ๑๒ ศอก ท่านจะต้องให้ทุกคนถอดรองเท้า เพื่อแสดงความคารวะสถานที่ และแม้องค์ท่านเองก็ปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน ท่านสอนให้ลูกศิษย์ทุกคนให้กราบไหว้ เพราะเป็นถ้ำที่สำคัญ..... และบริเวณถ้ำพวงนี้ แต่ก่อนมีช่องหนึ่งลึกลงไปใต้เขาเป็นช่องใหญ่และลึกมาก อยู่ไม่ไกลจากถ้ำพวง ท่านพระอาจารย์สิงห์ได้ไปวิเวกและพบว่า ข้างล่างนั้นเป็นถ้ำที่พญานาคอาศัยอยู่ ท่านว่ามันมาพ่นพิษใส่ท่าน ท่านจึงเอาก้อนหินมาปิดทางช่องนั้นไว้แน่น แต่ตอนหลังนี้ ไม่ทราบว่าอยู่ตรงจุดไหนเพราะราบเรียบกันไปหมด  ในขณะที่จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำพวงนี้ ชอบมีนิมิตแปลก ๆ เกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะเล่าไว้ เพื่อให้ผู้ฟังถือเป็นคติต่อไป คือ ขณะที่ทำความเพียรภาวนา บางครั้งเมื่อจิตมันสงบคือมันจะรวม แต่ก่อนมันจะรวมขาดจากอารมณ์ อยู่ในขณะที่จะรวมแหล่มิรวมแหล่ บางทีได้ยินเสียงเขาลำเขาร้อง ซึ่งพอจะจำเสียงเพลงที่ร้องเอื้อนอย่างไพเราะได้...”โอ้...ละ...หนอ...หวายสะนอย ก็แม่นหนองดีบุก อันที่จริงหวายสะนอยเป็นแร่ดีบุกอยู่นั่นเอง และบางครั้งได้ยินเสียงแตรเสียงสังข์ที่เป็นทิพย์ในขณะจิตจะรวมแหล่มิรวมแหล่ หรือในขณะกึ่งกลางการรวมหรือการไม่รวม ข้าพเจ้าได้กำหนดจิตฟังตามเสียงนั้น เพราะเสียงนั้นไพเราะเสนาะ จริง ๆ
...เมื่อจิตถอนจากการรวมก็มีสติตามเสียงนั้นอยู่ว่าเป็นเสียงอะไรแน่...ปรากฏว่าเป็นเสียงน้ำที่ตกจากหิน และเสียงลมพัดใบไม้กระทบกันต่างหาก จึงได้อุบายมาพิจารณาว่า เมื่อจิตละเอียดลงไป ถ้าเราไม่มีสติ กระทบเสียงอะไร เสียงนั้นก็กลายเป็นเสียงวิจิตรพิสดารขึ้นไปเป็นเสียงทิพย์ไป....
ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๔-๒๕๐๒ ได้มีครูบาอาจารย์มาจำพรรษาปฏิบัติธรรม ณ ถ้ำพวงตลอด แต่ไม่มีการบันทึก เช่น พระอาจารย์สีลา เทวมิตฺโต เจ้าอาวาสวัดโชติการาม ท่านได้ขึ้นไปวิเวกและปฏิบัติธรรมบนถ้ำพวงในปีพ.ศ.๒๕๐๒ จนกระทั่งท่านอาพาธ จึงได้ลงไปพักรักษาตัวที่วัดโชติการาม บ้านปทุมวาปี และได้มรณภาพในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๐๒ นั่นเอง
พ.ศ.๒๕๐๔ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ได้มาปฏิบัติธรรมและจำพรรษา ณ บริเวณเหล่าส้างแก้ว เชิงเขาภูเหล็ก และได้พัฒนาเป็นวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม
ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากถ้ำพวงประมาณ ๑.๕ ก.ม.
พ.ศ.๒๕๑๔ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) ได้เป็นผู้นำประชาชน ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในจริยาวัตรองค์ท่าน พัฒนาถนนขึ้นไปยังบริเวณถ้ำพวงจนสำเร็จและได้สร้างพระพุทธรูป ปางนาคปรกเป็นพระประธานองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านบนถ้ำพวง นามว่า “พระมงคลมุจลินท์”
ดังบันทึกตอนหนึ่งในหนังสือประวัติ พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร พิมพ์ พ.ศ.๒๕๒๔
วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ได้เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงเยี่ยมและนมัสการ  พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร(พระอาจารย์วัน อุตฺตโม) เป็นการส่วนพระองค์ที่ถ้ำพวง และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างศาลาพระราชทานและกุฎี บนถ้ำพวงด้วย
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินมาถ้ำพวงเพื่อทรงเปิดเจดีย์พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารพระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน  อุตฺตโม)
วัดถ้ำพวง  ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่รอยต่อ  ๓  จังหวัด คือ จังหวัดสกลนคร – จังหวัดอุดรธานี  และจังหวัดกาฬสินธุ์บนเทือกเขาภูพานซึ่งเชื่อมต่อจากจังหวัดสกลนครที่มีนามตามชาวบ้านท้องถิ่นเรียกว่า“ภูผาเหล็ก”คงจะมาจากความหมายที่ว่าบริเวณพื้นที่ถ้ำพวงนั้นมีแร๋เหล็กเป็นจำนวนมาก   ถ้าหากพวกเราเอาแม่เหล็กวางลงพื้นดิน จะมีหินเล็กๆติดขึ้นมาเป็นพวง  จะกล่าวย้อนหลังไปประมาณ  ๗๐ - ๘๐  ปี บริเวณพื้นที่วัดถ้ำพวงที่ชาวบ้านเรียกว่าถ้ำพวงนั้นคงจะอาศัยถ้ำเล็กๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนอย่างพวงเกวียนหรือกระทูลเกวียน ชาวบ้านเลยพากันเรียกถ้ำพวง เลยเรียกติดปากกันมาจนถึงทุกวันนี้
พื้นที่ถ้ำพวง  ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒,๐๐๐ ฟุต  มีหน้าผาล้อมรอบสูงชันตระการตาน่าสะพรึงกลัว มีทางขึ้นทางเดียว คือ ทางที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบและสูงชันตามสภาพของภูเขา  พูดถึงสมัยก่อนแล้วจะอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งต้องถือว่าอยู่ห่างไกลหมู่บ้านพอสมควร เพราะผู้คนสมัยนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดสัญจรไปถึงได้ง่ายๆ เพราะเป็นป่าดงพงไพร เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ เป็นต้นว่า  ต้นตะเคียน – ไม้ประดู่ – ไม้เต็ง – ไม้รัง  มีต้นไม้ขนาดใหญ่ เป็นป่าทึบ  มีเถาวัลย์ขึ้นหนาแน่น มองแทบไม่เห็นท้องฟ้า จึงเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย เช่น ช้าง – เสือ -หมูป่า-กวางเก้ง – กระต่าย - นกยูง และสัตว์เลื่อยคลาน  มีงูเหลือมเป็นต้น    ต่อมามีผู้คนหนาแน่นขึ้น พากันตัดไม้ทำลายป่าความอุดมสมบูรณ์ของป่าก็ลดน้อยถอยลงหมดไป โดยเฉพาะการทำไร่เลื่อนลอย    เมื่อเป็นอย่างนี้บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นสัตว์ใหญ่ๆ และสัตว์เล็กก็พากันหนีไปหาที่ปลอดภัยของมัน อีกอย่าง ทางด้านศัตราวุธที่จะล่าสัตว์ก็ทันสมัยมาก  ก็ยิ่งเป็นการบั่นทอนชีวิตของสัตว์มากขึ้น  พอพระภิกษุเข้าไปพักพิงและกลายเป็นวัดที่ถาวรมั่งคง ก็เลยเป็นที่พักพิงของสัตว์ทั้งหลายผู้คนไม่กล้าเข้าไปทำร้ายสัตว์เหล่านั้นพอได้มีโอกาสขยายพันธุ์แพร่พันธุ์ได้บ้าง ตลอดถึงการตัดไม้ทำลายป่าหรือทำไร่เลื่อนลอยแทบจะไม่มี เพราะชุมชนถิ่นนั้นเป็นผู้เข้าใจและเชื่อฟังพระเจ้าพระสงฆ์ นอกจากนั้นยังให้การช่วยเหลือเกี่ยวกับการปลูกป่าและอนุรักษ์ป่าร่วมกับทางวัดอีกด้วย ปีหนึ่ง ๆ มีการปลูกป่าถาวรเพิ่มเติมปีละหลายหมื่นต้น นอกจากป่าแล้วยังรักษาต้นน้ำลำธารและระบบนิเวศวิทยาต่าง ๆ ให้คงอยู่ในสภาพเดิมเอาไว้ไม่ให้ทำลายเปลี่ยนแปลง เพราะถือว่าเหล่านั้นเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของมนุษย์
ฉะนั้น  จึงขอนำท่านย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครั้ง  เบื้องต้น ได้กล่าวถึงป่าและสัตว์ป่าแล้ว  บัดนี้ จึงขอกล่าวถึงเรื่องน้ำบ้าง คำว่า “น้ำ”มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตจิตใจของทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าแต่มนุษย์ แม้กระทั่งสัตว์ป่า หรือสัตว์ตามบ้าน ก็ยังมีความจำเป็นต้องการน้ำไม่แพ้มนุษย์เลย  ตลอดจนถึงต้นไม้เถาวัลย์  ดังนั้นบริเวณพื้นที่ถ้ำพวงภูผาเหล็กนี้ รู้สึกว่ามีตาน้ำไหลออกมาตามหน้าผา และถ้ำอยู่มาก จึงเป็นสาเหตุทำให้พื้นที่มีความชุ่มชื่นอุดมสมบูรณ์  และเป็นน้ำที่มีรสจืดสนิทดี ไม่มีฤทธิ์เป็นกรด หรือด่าง ไม่มีหินปูน  เป็นน้ำที่ซึมซาบออกจากก้อนหินใหญ่  หรือดานหิน ซึ่งดูดซึมซับเอาไว้ตั้งแต่เมื่อเวลาฝนตก  ดังนั้น  เมื่อน้ำไหลออกมาก็เท่ากับว่าเป็นน้ำฝน  รสของน้ำจืดสนิทดี ไม่มีโทษต่อผู้บริโภคอุปโภค  ตัวอย่าง  เช่น  น้ำโจก  ซึ่งเป็นน้ำไหลตลอดทั้งวันทั้งคืนทั้งเดือนทั้งปี  ไหลอยู่อย่างนี้ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้ว   แต่ก่อนชาวบ้านยังไม่ได้ต่อท่อเอาไปใช้น่าเสียดายจริงๆปล่อยให้ไหลทิ้งไปเฉยๆ  ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านมาต่อท่อเอาไปใช้ เลยได้ประโยชน์มาก   ยิ่งเดี๋ยวนี้ได้รับการปรับปรุง ซึ่งเริ่มตั้งแต่หลวงพ่อพระอาจารย์ใหญ่ (วัน) จนถึงปัจจุบันความอุดมสมบูรณ์ของน้ำยิ่งอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกล่าวถึงเรื่องน้ำแล้ว ยังมีอีกที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ อากาศ  ความจริงอากาศมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าน้ำเลย ประกอบด้วยพื้นที่ถ้ำพวงอยู่บนหลังเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ ๒,๐๐๐ ฟุตเรียกได้ว่ามีความสูงพอสมควร   ก็ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้อากาศพัดผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี   คือไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนพื้นที่ราบ  ยิ่งเดือนมีนาคม-เมษายน ที่ถือว่าอากาศกำลังร้อนอบอ้าว  แต่บริเวณพื้นที่ถ้ำพวงอากาศเย็นสบายกายหายกังวล   แต่เสียอยู่อย่างเดียว คือ ในฤดูหนาวจะเสียเปรียบอยู่บ้าง  เพราะฤดูหนาวลมพัดแรงมาก เวลาลมไม่พัดแรงก็ไม่หนาวเท่าไร  พูดถึงตอนอยู่ถ้ำพวงใหม่ๆ กุฏิวิหารยังถาวร  ตอนนั้นหลังคามุงด้วยหญ้าแฝกอยู่  ถึงฤดูหนาวพระเณรจำต้องไปหลบลมหนาวในห้องน้ำ เพราะห้องน้ำก่ออิฐถือปูนพอที่จะเก็บความอบอุ่นหลบลมหนาวเอาไว้ได้บ้าง   เมื่อทุกอย่างเอื้ออำนวยอย่างนี้ก็ถือว่าเทพบันดาล  หรือธรรมชาติบันดาลก็คงไม่ผิด ประกอบกับความวิเวกวังเวงเงียบสงัดปราศจากเสียงผู้คนทั้งหลาย จะมีก็แต่เสียงธรรมชาติ เป็นต้นว่า  เสียงเรไร  เสียงสัตว์ป่า  เก้ง  กวาง เสียงเสือโคร่งร้องคำราม  เสียงนกยูงร้องเวลารำแพน ถึงฤดูฝนตกใหม่ๆ สัตว์ต่างตัวต่างประเภทต่างพากันออกหากินตามธรรมชาติของมัน แม้กระทั้งช่วงที่หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี ยังเป็นพระใหม่พึ่งบวชได้ ๓ พรรษาท่านได้มาปฏิบัติธรรมที่นี่  ท่านว่ามีช้างป่ามาอยู่  หลวงตารูปหนึ่งได้มาปฏิบัติกรรมฐานที่ถ้ำพวงกับเด็ก  ตัวเองวิ่งหนีขึ้นไปหลังถ้ำปล่อยให้เด็กนอนหลับอยู่ใต้ถ้ำคนเดียว  พอหลวงปู่พูดมาถึงตรงนี้ ท่านหัวเราะขำๆ
ก็ด้วยเหตุดังนี้เอง   พื้นที่ถ้ำพวงจึงมีครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองค์ผ่านเข้ามาบำเพ็ญภาวนาหลายสมัย   ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันไม่เคยขาด   ดังได้ยินจากปากครูบาอาจารย์เล่าต่อกันมาว่า มีพระอรหันต์มานิพพานอยู่ที่ถ้ำพวงนี้องค์หนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า  พระนรสี   ดังหลวงปู่มั่นได้บอกลูกศิษย์ลูกหาไว้ว่า ผ่านเข้าไปบริเวณพื้นที่ถ้ำพวงห่างประมาณหนึ่งเส้น   ท่านบอกให้ลูกศิษย์ถอดรองเท้า   ถอดหมวก   เพื่อเป็นการคารวะเคารพสถานที่   แต่ก็ไม่ปรากฏเด่นชัดว่าเป็นยุคใดสมัยใด   สำหรับครูบาอาจารย์ที่มาปฏิบัติธรรมเท่าที่รู้  ได้แก่  หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  หลวงปู่พระอาจารย์สิงห์ใหญ่  ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ซึ่งเป็นน้องชายของท่านหลวงปู่สิงห์ใหญ่  ทั้งสององค์ถือว่าเป็นลูกศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่น  ภูริทตฺโต รองลงมาก็หลวงปู่เทสก์  เทสรังสี  หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  หลวงปู่ขาว  อนาลโย  ท่านพระอาจารย์จวน  กุลเชฏฺโฐ  แล้วต่อมายังมีพระอาจารย์สีลา  เทวมิตฺโต ซึ่งถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดอยู่ในถิ่นนี้ด้วย  ท่านได้มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ นี้เองทั้งหลายท่านเหล่านี้  ล้วนแต่เป็นครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ ทั้งสิ้น  ก็คงเป็นเพราะสาเหตุอันนี้เองท่านหลวงพ่อพระอาจารย์ใหญ่ “วัน  อุตฺตโม”  ของเราจึงได้คิดริเริ่มให้เป็นวัด  เพราะถือว่าเป็นการสืบสานเจตนารมย์ของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ผ่านมา
หลังจากท่านพระอาจารย์สีลาองค์สุดท้ายได้มรณภาพลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ท่านหลวงพ่อพระอาจารย์ใหญ่ “วัน  อุตฺตโม” ของเราก็ได้พาลูกศิษย์จัดงานฌาปนกิจศพของท่านพระอาจารย์สีลา  เทวมิตโต ที่วัดโชติการาม  บ้านปทุมวาปี  ตำบลส่องดาว  อำเภอสว่างแดนดิน  จังหวัดสกลนคร  (ในขณะนั้น )    พองานศพเสร็จแล้ว  หลวงพ่อพระอาจารย์ใหญ่ “วัน  อุตตฺโม” ก็ได้มาพักอยู่ที่หวายสะนอย (คือวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมในปัจจุบันนี้) ซึ่งเป็นที่พักสมัยหลวงปู่ขาว  อนาลโย มาจำพรรษา  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ำพ่อคำพา  คือพ่อคำพา  ได้มานอนทำไร่อยู่ตรงนั้นในปี  พ.ศ.  ๒๕๐๔  นั้นเอง   และริเริ่มก่อตั้งวัดอภัยดำรงธรรม   ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๑๔  หลวงพ่อพระอาจารย์ใหญ่ “วัน  อุตฺตโม” ได้ดำริอยากจะพัฒนาถ้ำพวงให้เป็นศูนย์รวมทำบุญของประชาชนในพื้นที่ ส่องดาว  และพื้นที่ใกล้เคียง  จึงได้พาญาติโยมใกล้  ไกล   ทำถนนจากวัดถ้ำอภัยดำรงธรรมขึ้นไปบนถ้ำพวงโดยใช้กำลังคนทั้งหมด ทำอยู่ประมาณ ๓ เดือนจึงแล้วเสร็จเครื่องมือที่ใช้ก็มีจอบ -  อีเตอร์ – อีปิก – ฆ้อนแปดปอนด์ และ ฯลฯ อีกมาก  โดยมีผู้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมาก  ในวันหนึ่ง ๆ จะมีคนมาช่วยงาน๑๐๐ คน  ๓๐๐ คน  ๕๐๐ - ๑,๐๐๐ – ๓,๐๐๐–  ๕,๐๐๐ คน ก็มี แม้แต่ชาวอำเภอสว่างแดนดิน  อำเภอพังโคน  อำเภอวาริชภูมิ   ต่างก็มุ่งหน้ามาช่วยกันทำงานเป็นอย่างดี  ใช้เวลาทำประมาณ ๓ เดือนก็ถึงถ้ำพวงพอดี  ระยะทางในการทำถนน ตั้งแต่วัดถ้ำอภัยดำรงธรรมจนถึงวัดถ้ำพวง  คิดเป็นระยะทางประมาณ ๕ กิโลเมตรกว่า ๆ หลังจากทำถนนเสร็จเรียบร้อย มีผู้ให้การสนับสนุนที่สำคัญอีกท่านหนึ่งคือ นายช่างชัยพร  เชนวิรัตนพิธ ผู้ช่วยนายช่างโครงการชลประทานน้ำอูนในสมัยนั้น เป็นผู้นำเครื่องจักรกลมาลงลูกรังเพิ่มเติมจนทำให้ถนนอยู่ในขั้นที่สมบูรณ์ ตลอดถึงปรับปรุงภายในบริเวณถ้ำพวง เช่น สระมุจลินท์ สระอินทจักร สระเทพาพิทักษ์ ตลอดถึงสิ่งก่อสร้างคือ หลังคาวิหารพระมงคลมุจลินท์ และศาลาพระราชทาน ล้วนแต่เป็นผลงานของท่านนายช่างชัยพรและลูกน้องที่ให้ความร่วมมือช่วยพัฒนามาโดยตลอด